สำนักศิลปะสมุทรวาดเขียน | Assetwise

สำนักศิลปะสมุทรวาดเขียน

blog
สำนักศิลปะสมุทรวาดเขียน

วธน กรีทอง

ศิลปะคือ ความรู้สึกไม่ใช่ สีที่เอามาผสมกัน

“พ่อแม่ …แค่เอาเด็กมาเรียนศิลปะ …เด็กๆ ได้ผ่อนคลาย…ได้สันทนาการ …นั่นแหละ “อาร์ต” แล้ว

…เพราะ “ศิลปะ” ไม่ใช่ “ผลงาน” ที่เด็กได้ติดไม้ติดมือกลับไปบ้าน

…แต่เป็น “ความรู้สึก” ที่เด็กได้ตอนที่เขาทำงานศิลปะ …เพราะความรัก ความชอบ

ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจิตใจ ก็คือ “ศิลปะ” … “ศิลปะ” คือ “ชีวิต”

…ในวันที่คุณตั้งใจออกจากบ้าน เพื่อเดินทางไปกราบพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

…เริ่มตั้งแต่คุณตื่นนอน เตรียมตัวเพื่อออกจากบ้าน นั่งรถไฟ นั่งรถทัวร์ แล้วไปนั่งรอ

มีคนจัดที่จัดทาง วางองค์ประกอบ วางจุดให้คุณเดิน คุณนั่ง และก้มลงกราบ

…ภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดวันในวันนั้น เชื่อไหมมันคือ “ภาพศิลปะ” เพราะมีอารมณ์

มีความรู้สึกเกิดขึ้น …เช่นเดียวกัน เวลาเรามองงานศิลปะ เราต้องไม่มองที่รูปธรรม

…ศิลปะไม่ใช่สีขาว สีแดง แต่เราต้องมองให้เห็นนามธรรม …เห็นความรู้สึก

ที่ซ่อนอยู่ในงานศิลปะนั้น …ศิลปะจึงจะงดงาม และเบ่งบานในใจคุณ”

ณ… สำนักศิลปะสมุทรวาดเขียน

วันนี้เราได้นัดพบกับ “อาจารย์วธน กรีทอง” ศิลปินเจ้าของสำนักเอาไว้

อาจารย์วธน สำเร็จการศึกษาในภาควิชาจิตรกรรม ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำงานในวงการภาพยนตร์โฆษณามา 15 ปีก่อนถึงจุดหักเหเมื่อหัวใจศิลปินเรียกร้อง อาจารย์วธนตั้งสำนักแห่งนี้ขึ้นเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว พร้อมๆ กับการตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิต ทิ้งรายได้ก้อนโตจากการทำงานประจำ เพื่อมาเป็น “ศิลปิน” อย่างเต็มตัว

“โรงเรียนเปิดมา 5 ปี พร้อมๆ กับการทำงานศิลปะของผม แรกๆ ผมคิดแค่ว่าเราต้องมีรายได้ คืออยากจะทำโรงเรียน ตั้งใจจะให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มาใช้สถานที่ แล้วจ่ายค่าเช่า ทำนองนั้น คือกะจะทำโรงเรียนเพื่อเก็บค่าเช่า แล้วเราออกไปเขียนรูป ไปทำงานศิลปะ คิดแบบโลกสวยมาก (หัวเราะ) แต่พอทำขึ้นมาแล้ว มันไม่มีใครมา เราก็เลยต้องสอนเอง ทีนี้พอสอนเอง เรื่องของเรื่อง นี่คือจุดเปลี่ยนในชีวิตผมเลย พอผมมาสอนเอง โอ้โฮ ทำไมเราไม่ทำเสียตั้งนานแล้ว เพราะมันใช่เลย มันมีความสุขมาก ก่อนหน้าที่เราจะสอน เราก็คิด คนแบบเราจะสอนใครได้เหรอ จะสอนอะไรดี แต่พอเริ่มสอน เราก็สอนสิ่งที่เราถนัด คือสอน Drawing สอน Painting กลายเป็นว่าเราชอบสอน สนุกที่จะสอน และยังทำให้เราสามารถผลิตงานต่อเนื่องอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะบรรยากาศในช่วงคลาสที่สอนเด็กครึ่งวัน มันมีความสุข เราก็ผ่อนคลาย ไม่เครียด เราก็ทำงานออกมาได้ดี คือเราก็ทำงานของเราไปด้วย เด็กๆ ก็ได้งาน เราก็ได้งาน ระหว่างที่เด็กที่ทำงานที่เราสั่ง ซึ่งเราก็ทำให้ดู บางโจทย์ที่ยากเราก็ได้งานด้วย บางโจทย์ที่เราทำไปแล้ว เราก็นั่งทำงานของเรา เด็กๆ ก็น่ารัก บรรยากาศมันมีแต่ความสุขเพราะเราก็สนุกที่ได้สอน” ที่ใช้ชื่อว่า “สำนัก” นั้น อาจารย์วธนบอกว่ามีที่มา ซึ่งก็เป็นจุดเปลี่ยนอีกอย่างในชีวิต และเป็นการเปลี่ยนเพราะคำว่า “ครู” กับ “หน้าที่” ที่ต้องสอนเด็กๆ

“เมื่อก่อนตอนผมทำงานวงการโฆษณา ผมก็กินเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยว แต่พอผมเปิดโรงเรียน แรกๆ ก็ยังสูบบุหรี่อยู่นะ แต่ก็รู้สึกว่ากลิ่นบุหรี่ติดตัวอยู่ พอเข้ามาในห้องแอร์ สอนเด็กเล็กๆ อืมม์!!! มันไม่ใช่แล้วล่ะ อย่างน้อยเราต้องเลิกสูบบุหรี่ เวลาเราพูดคุย แนะนำเด็ก เสื้อผ้าเราต้องไม่มีกลิ่นบุหรี่ติดตัว ผมก็เลิกหมด เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เลิกเที่ยว แล้วก็เลยปฏิบัติธรรม ช่วงแรกกินอาหารมื้อเดียว ถือศีลเป๊ะเลย ผมเลยตั้งชื่อเป็นสำนักศิลปะสมุทรวาดเขียน (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้ไม่ได้เคร่งแบบนั้นแล้ว แต่ก็ยังเป็นคนชอบปฏิบัติธรรมอยู่ ยังนั่งสมาธิภาวนาอยู่ แต่ก็ใช้ชื่อนี้มาตลอด ส่วนคำว่า “สมุทร” ไม่มีอะไรมาก คือผมเป็นคนชอบทะเล แค่นั้นเอง”

 

ความน่าทึ่งของอาจารย์วธน คือความมุ่งมั่นที่จะเป็นศิลปิน อาจารย์วธนใช้เวลาไม่นาน แค่ไม่กี่ปี ก็ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินสีน้ำระดับโลกอย่างเต็มปาก ภาพสีน้ำ 2 ภาพ ของอาจารย์วธน ที่ส่งไปร่วมแสดงในงานสีน้ำนานาชาติที่ประเทศเม็กซิโก ภาพแรก ชื่อภาพ “Bangkok Civilization” เป็นภาพคุณยายนั่งขายพวงมาลัยอยู่ตามสี่แยก ได้รางวัลยอดเยี่ยมภาพที่สอง ชื่อภาพ “Bangkok Civilization” เหมือนกัน เป็นภาพเครนปั้นจั่นยักษ์ที่กำลังสร้างเมืองกรุงเทพฯ ได้รางวัลชมเชย

อีกโครงการที่ทำให้อาจารย์วธน มีชื่อเสียงก็คือ โครงการตระเวนขี่เขียนรูปหรือ Painting Rider โดยออกเดินทางเพื่อไปวาดภาพทั่วประเทศพร้อมกับมอเตอร์ไซค์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 โดยตั้งใจจะไปให้ทั่วประเทศไทย

“ตอนผันตัวมาเป็นศิลปิน จริงๆ ผมเริ่มเขียนจากเรื่องทั่วๆ ไป ที่เราสนใจ เขียน Portrait เขียนคน เขียน Landscape คือเริ่มจากง่ายๆ ทั้ง Drawing ทั้งสีน้ำมัน สีอะคริลิก คือเขียนทุกอย่างที่อยากจะเขียน เขียนจนมันเริ่มได้เรื่องได้ราว ว่าเราจะเอาข้อมูลเหล่านี้ที่เราเขียนทั้งหมดมากลั่นเป็นเนื้อหาได้อย่างไร แล้วเราก็เริ่มเอามาทำเป็นเนื้อหา เริ่มมีธีม ธีมแรกที่ผมทำก็คือ ผมทำในเรื่องแรงบันดาลใจจากศิลปินที่มีให้กับศิลปินรุ่นต่อๆ ไป”

“ผมก็นึกถึงเรื่องครูบาอาจารย์ อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยบ้าง อาจารย์ทั่วๆ ไป ศิลปินที่ประสบความสำเร็จ เราก็เริ่มศึกษางานของเขา เริ่มเขียนภาพเขา ดูว่าเขาเดินทางบนเส้นทางศิลปะอย่างไร เริ่มทำเป็นเนื้อหาขึ้นมา เนื้อหาแรกก็เหมือนการบูชาครู และเป็นแรงบันดาลใจให้เราด้วย แล้วสงสัยไหม สีน้ำมาได้อย่างไร มันเกิดจากที่ผมขี้เกียจ

จะอยู่เป็นที่ ผมก็เลยหาอุปกรณ์สักอย่างที่พาเราไปได้ เริ่มจากไปใกล้ๆ แถวๆ บ้าน แถวๆ ตลิ่งชัน ก็ขี่มอเตอร์ไซค์ ใส่กระเป๋าไปใบหนึ่ง มีสมุดสเก็ตซ์เล่มหนึ่ง แล้วที่ง่าย สะดวกที่สุด มันก็คือสีน้ำ คือไปนั่งตรงไหนเราก็เขียน เขียนจากที่จริง มันเริ่มจากไม่ได้มีแพลน หรือวางแผนอะไรไว้ก่อน แต่พอไปแล้วมันติดใจ จนอยากจะไปเรื่อยๆ

…ไม่ใช่ผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปเขียนรูปเป็นกิจวัตรนะ แต่เพราะตอนนี้โปรเจคของผม เป็นโปรเจคที่ผมจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปเขียนรูปทั่วประเทศอยู่ ช่วงว่างๆ ผมก็ไม่ได้ไป ก็อยู่กรุงเทพฯ ก็สอนศิลปะที่นี่ แต่ช่วงอากาศดีๆ ผมก็ไปเก็บงานในโปรเจคของผมทีหนึ่ง โดยไม่ได้กำหนดว่าต้องเสร็จภายในกี่ปีๆ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปเขียนรูปไปตั้งใจจะให้ครบแค่นั้นเอง

…แรกเริ่มเดิมที ต้องเล่าแบบนี้ก่อน งานแบบทักษะ กับงาน Contemporary Art คือผมเรียนมาทางนี้ งานสีน้ำมันเหมือนงานทักษะ เป็น  Basic Painting ไม่ได้มีเนื้อหา แต่ Contemporary Art มันมีเนื้อหามีคอนเซ็ปต์ แล้วจะทำอย่างไรสีน้ำถึงจะมีคอนเซ็ปต์ขึ้นมา ผมก็เลยตั้งเป็นคอนเซ็ปต์ว่าเป็นการเล่าเรื่องราวในการเดินทางของเรา โดยใช้สีน้ำเป็นตัวถ่ายทอด สีน้ำเป็นเหมือนภาษา เป็นเหมือนบทกวี แต่ตัวเนื้อหาจริงๆ คือเรื่องราวที่เราเดินทางไปทั่วประเทศ เราจะหยิบตรงนี้ขึ้นมาถ่ายทอด”

Painting Rider ของอาจารย์วธน จึงเป็นงานที่มุ่งเข้าถึงความรู้สึก และชีวิต เป็นงาน Contemporary Art ที่พยายามบันทึกสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องราว ผ่านมุมมอง และสายตาของอาจารย์ เป็นการเขียนประเทศทั้งประเทศ ในช่วงที่อาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ แบบท่องไปเขียนไปในสถานที่จริง ไปดู ไปรู้จัก โดยไม่เน้นแลนด์มาร์คดังๆ หรือสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ แต่เห็นตรงไหนสวยก็วาด บันทึกไปเรื่อยๆ

“ประเทศไทยคือห้องทำงานของผม ห้องทำงานของผมอยู่ข้างนอกนั่นทุกตารางนิ้วในประเทศไทย ผมต้องไปให้ครบทุกที่” อาจารย์วธนบอกว่า การทำงานศิลปะต้องใช้ความรู้สึก ผิดจากนี้ก็ไม่ใช่วธน …“เขียนรูปผมใช้ความรู้สึก 90% เพราะไม่อยากไปปั๊มงาน เราค่อยๆ กลั่น ค่อยๆ ทำไป นี่คือการทำงานศิลปะของผม”

ในเส้นทางการเป็นศิลปิน บางครั้งก็เหนื่อย แต่น่าแปลกที่อาจารย์วธนบอกว่า เขาจะหายเหนื่อยทุกครั้ง ที่ได้วาดพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในอิริยาบถต่างๆ

การวาดรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 คือการพักผ่อนสำหรับอาจารย์วธน

อันที่จริงอาจารย์วธนเริ่มวาดรูปในหลวงมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังทำงานวงการโฆษณา ทุกครั้งที่ว่าง ก็มักจะพักผ่อนด้วยการวาดรูป และเริ่มวาดรูปในหลวงอย่างจริงจังในช่วงพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม พ.ศ.2550

“ตอนผมทำงานโฆษณา ว่างๆ ผมก็จะเขียนสีน้ำมันเก็บเอาไว้ ไม่มีเรื่องอะไรให้เขียน ผมก็จะเขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ เขียนเก็บไว้ๆ ผมเริ่มตอนพระองค์ท่าน 80 พรรษา ตั้งใจปีนั้นจะเขียนให้ได้ 80 รูป แต่เขียนไม่ถึงหรอก ตั้งแต่นั้นมา ความคิดนี้ก็ยังอยู่ ก็เขียนไปเรื่อยๆ จนตอนนี้เกิน 80 รูปไปแล้ว เขียนเยอะมาก ถึงขนาดที่ว่ากลายเป็นเรื่องที่ชอบ เสพติดไปเลยคือเขียนภาพเหมือนคนอื่น เราจะห่วงแต่ว่าเหมือนไหม แต่เขียนในหลวงนี่เราใช้ศรัทธาอย่างเดียว เขียนอย่างไรก็ได้ ให้ภาพออกมาแล้วรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เราต้องเทิดทูนบูชา เพราะเราเขียนด้วยความรู้สึกแบบนี้ แล้วเขียนในหลวงเหมือนเราได้สมาธิ แม้กระทั่งตอนผมขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปเขียนรูป ทุกที่ที่เราไป ทุกครั้งเราจะมีความรู้สึกว่า โอ้โฮ!! พระองค์ท่านทรงเสด็จมาหมดแล้ว ทุกที่ที่เราไปมีแต่รอยเท้าพระองค์ท่าน ทุกตารางนิ้วในประเทศไทยมีโครงการของพระองค์ท่านหมด ผมไม่รู้ว่าตรงนี้เรียกว่าแรงบันดาลใจในการทำงานศิลปะของผมหรือเปล่า แต่อย่างน้อยเรื่องของความที่เราเป็นพสกนิกรของในหลวง เราซาบซึ้ง เราไปตรงไหน เราก็รู้สึกสุขใจ อบอุ่น ทุกคนบนผืนแผ่นดินนี้ล้วนแต่เป็นลูกของพระองค์ท่านเหมือนกัน”

หลังในหลวงเสด็จสวรรคต อาจารย์วธน จึงตั้งใจวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในธีม “Somewhere” ทำเพราะนี่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ คือ “ศิลปะ”

“ผมอยากทำชุดงานศิลปะเพื่อระลึกถึงพระองค์ท่าน ก็เลยใช้ชื่อว่า “Somewhere” พระองค์ท่านอยู่ที่ไหนในใจของพวกเรา มันเป็น ความรู้สึก ผมคิดนะ การที่เราได้มาอยู่ตรงนี้ ซึ่งมันเป็นแค่ที่ที่หนึ่งในสังสารวัฏ ที่เราได้มีโอกาสอยู่ในพระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่าน เราได้ทำบุญอะไรไว้ เราถึงได้มาอยู่ในภพนี้ มาอยู่ในพระบรมศาสดาของพระพุทธเจ้า และอยู่ในแผ่นดินของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นที่ใดที่หนึ่งก็ไม่รู้ ที่เราอยู่ ทั้งในปัจจุบัน ในฐิตธรรม แล้วไปข้างหน้าในสัมปรายภพ เราก็ไม่รู้ มันทั้งจักรวาล   ทุกที่ที่ผมไป จึงเป็น Somewhere คนไทย ผมเชื่อว่าต้องมีที่ตรงไหนสักแห่งในจิตใจ ที่ให้พระองค์ท่านอยู่ ตรงไหนสักแห่ง ซึ่งมันคือ Somewhere เรามีที่ให้พ่อ ให้แม่ ให้ลูก ให้ดอกไม้ สายลม และต้องมีอยู่ที่หนึ่งซึ่งเป็นที่ของพระองค์ ซีรีส์ชุดนี้ผมไม่ได้ตั้งเป้านะว่าจะต้องเขียนกี่รูปนะผมใช้ความคิดถึงในการเขียน เหมือนบทกวี คิดถึงก็เขียน หรือบังเอิญเราไปเจอรูปพระองค์ท่านในสื่อ มันโดนใจ เราก็เอามาเขียน ในแง่การทำงานศิลปะ ตรงนี้เหมือนเป็นการพักผ่อน เราพักผ่อนด้วยการเขียนรูปในหลวง Somewhere ไปเรื่อยๆ” ก่อนจากกันอาจารย์วธน อยากฝากผู้อ่านถึงคำว่า “ศิลปะ” เพราะอยากให้คนไทยใช้โอกาสนี้ เข้าใจ และเข้าถึง “ศิลปะ” จริงๆ เพราะ “ศิลปะ” นั้นคือ “ชีวิต” หากขาด “ศิลปะ” ชีวิตก็ขาดความงดงาม

 

“ในโอกาสที่เราได้เห็นภาพวาดในหลวงชนิดวันต่อวัน ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะคนที่ทำเขารักศิลปะจริงๆ อยากให้คนไทยเข้าใจตรงนี้ จริงๆ ศิลปะทำหน้าที่ได้หลายอย่าง อย่าเพิ่งไปหลงกับลักษณะของภาพ เพราะพวกนั้นเป็น “รูปธรรม” ซึ่งแท้จริงแล้ว ตัวศิลปะที่อยู่ในนั้น คือ “นามธรรม” เป็นความรู้สึกที่เรามีต่อสิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราสัมผัส อาจเป็นความรัก ความอบอุ่น ความศรัทธา ฯลฯ สิ่งทั้งหมดทั้งมวลที่ถ่ายทอดเกี่ยวกับในหลวง ทุกอย่างเป็นความรู้สึก เป็นศิลปะ ศิลปะไม่ใช่แค่รูป การที่เราเอาตัวเราเข้าไปร่วมรู้สึก มันเป็นอาร์ต เป็นศิลปะ แค่ความชอบก็คือศิลปะแล้ว”

สำหรับผู้ที่อยากเรียนศิลปะ และเข้ามาเป็นศิษย์สำนักศิลปะสมุทรวาดเขียนของ อาจารย์วธน กรีทอง ดูข้อมูลเพิ่มเติมทางเฟซบุ๊ก

สำหรับคนที่สนใจสีน้ำ facebook : สมุทรวาดเขียน-watercolor-program และเฟซบุ๊กสอนศิลปะทั่วสำหรับเด็ก-ผู้ใหญ่ facebook : สำนักศิลปะสมุทรวาดเขียน  ซึ่งอาจารย์ฝากบอกมาว่า เด็กเล็กก็มาเรียนได้ ขอแค่เข้าห้องน้ำเป็น ช่วยเหลือตัวเองได้ อาจารย์สอนได้หมด จะเด็กโตหรือผู้ใหญ่ก็ไม่เกี่ยง จะคอร์สสีน้ำ Drawing หรือ Painting ก็มีให้เลือกเรียน โดยเฉพาะติวเข้มเพื่อเข้าคณะจิตรกรรม อาจารย์วธนบอกว่าสบายมาก เพราะงานถนัด “ติวเด็กเข้ามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะจิตรกรรม ผมจะถนัดสุด ส่วนเด็กนี่ ที่มาเรียนก็มีตั้งแต่ 4 ขวบนะ ซึ่งบางคนมาเรียนตั้งแต่ 4 ขวบจนป่านนี้ 7-8 ขวบแล้วก็มี บางคนเรียนตั้งแต่ ม.1-ม.2 จนตอนนี้จะขึ้น ม.4 แล้วก็มี สำหรับผม แค่พ่อแม่พาเด็กมาเรียนศิลปะ เด็กๆ ได้ผ่อนคลาย ได้สันทนาการ นั่นแหละ “อาร์ต” แล้ว เพราะ “ศิลปะ” ไม่ใช่ “ผลงาน” ที่เด็กได้ติดไม้ติดมือกลับไปบ้าน แต่เป็น “ความรู้สึก” ที่เด็กได้ตอนที่เขาทำงานศิลปะ ต่างหาก” เอาเป็นว่าอยากให้ลูกๆ เข้าใจศิลปะ ต้องรีบไปฝากตัวเป็นศิษย์ที่ “สำนักศิลปะสมุทรวาดเขียน” กันนะครับ ผมว่าน่าจะดีกว่าปล่อยให้ลูกๆ จ้องหน้าจอสมาร์ทโฟนทั้งวันนะครับ