เขียวไข่กา & Artisan Café @Green 4 Rest | Assetwise

เขียวไข่กา & Artisan Café @Green 4 Rest

blog
เขียวไข่กา & Artisan Café @Green 4 Rest

“ร้านอาหารไทยเมนูสุดโบราณ กับร้านกาแฟบรรยากาศน่านั่งทำงาน
…อาคารเรือนกระจก (Glass House) โดดเด่น 2 หลังติดกัน
…เป็นความงดงามของ 2 ความแตกต่าง ที่ตั้งอยู่ร่วมกันท่ามกลางต้นไม้ใหญ่
…แล้วจะเข้าร้านไหนดี?
…อาหารไทย หรือร้านกาแฟ
…ตัดสินใจไม่ถูก
เอาเป็นว่าเข้าทั้ง 2 ร้านเลยแล้วกัน”

ทั้ง 2 ร้าน คือ “เขียวไข่กา” และ “Artisan Cafe” ว่า เกิดจากความต้องการมีพื้นที่เป็นสังคม หรือ Community เล็กๆ

ที่เชื่อมต่อผู้คน พบปะเพื่อนฝูง และคนในครอบครัว บวกกับเดิมนั้นในพื้นที่ดินที่สร้างร้านนี้ เป็นที่ตั้งของบริษัท ออกแบบและก่อสร้างงานสวน

ชื่อ Green 4 Rest อยู่แล้ว จึงเป็นการประยุกต์บ้านเก่าให้เป็นสำนักงาน

และยังคงมีพื้นที่ด้านหน้าเหลือ จึงทำการเพิ่มเติมร้านกาแฟและร้านอาหารเข้าไปนั่นเอง

“จริงๆ พวกเราทุกคนอยากทำ Glass House มานานแล้ว แต่ยังไม่เจอลูกค้าที่ชอบเหมือนเรา พอเราคิดว่าจะมาทำร้านอาหาร

เราก็เลยดึงคอนเซ็ปต์ตรงนี้มาใช้ และในคอนเซ็ปต์เราก็ต้องการให้เป็นร้านอาหารไทยกับร้านกาแฟอยู่แล้ว

เป็นความขัดแย้งที่จะอยู่บนพื้นที่เดียวกันได้อย่างลงตัว”

ทั้ง 2 ร้านตั้งอยู่บริเวณปากซอยนาคนิวาส 3 ถนนนาคนิวาส เขตลาดพร้าว

ในส่วนของร้านอาหารไทยที่มีชื่อว่า “เขียวไข่กา” นั้น คุณตุลย์เล่าว่าเกิดขึ้นโดยความบังเอิญก็ว่าได้ เพราะ

หลังจากได้ลองชักชวน เชฟปอย-ณัฐวุฒิ นันต๊ะแขม ซึ่งเป็นเพื่อนของภรรยามาร่วมกันเปิดร้าน

เพราะติดใจในฝีมือการทำอาหารของเชฟปอย ผลคือเชฟปอยสนใจ จึงเริ่มคุยกัน วางแผน จนสุดท้ายเกิดร้านเขียวไข่กาแห่งนี้ขึ้น

“ตอนแรกเลยเรายังไม่คิดว่าเราจะขายอะไร แค่อยากทำ Glass House 2 หลัง แต่พอเริ่มสร้างก็เริ่มมีการพูดคุยกับเชฟ เราก็ตกผลึก

ฝั่งหนึ่งแน่นอน เป็นร้านกาแฟอยู่แล้ว แต่อีกฝั่งเป็นร้านอาหารไทย ตอนแรกหุ้นส่วนทุกคนก็มองว่าต้องเป็นอาหารไทย

ฟิวชั่นแน่นอน แต่ปรากฏว่ามันตรงกันข้ามเลย เชฟบอก ไม่ใช่ อาหารไทยที่ผมจะทำไม่ฟิวชั่นเลยครับ จะเป็นไทยโบราณ

และย้อนยุคลงไปเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ เพราะทุกวันนี้ มีแต่ร้านอาหารไทยที่ฟิวชั่นหมด ไทยที่ย้อนยุคจริงๆ มันหาทานยาก

เขาก็เลยอยากทำย้อนยุค พอเราได้คอนเซ็ปต์นี้มาจากเชฟ ตอนนั้นโครงสร้างเราเริ่มขึ้นไปแล้วนะ ก็คิดจะทำอย่างไรให้มันดูย้อนยุค

แรกๆ เราตั้งใจให้เป็นร้านอาหารไทยโบราณ เราจึงออกแบบให้ Glass House ออกแนว Vintage นิดหนึ่ง โดยตั้งใจจะใช้วัสดุทั้งหมดเป็นไม้

แล้วค่อยๆ Transform มาเป็น Barn เป็นโรงนาเหมือนฝรั่ง ซึ่งก็คือ Artisan Cafe คอนเซ็ปต์แรกเราตั้งใจแบบนั้น แต่เนื่องด้วยงานไม้

การก่อสร้างค่อนข้างสูง แล้วช่างที่มีความสามารถทำงานไม้ หายากมาก อีกอย่างทางบริษัทฯ ของเราเองก็ไม่มี  Know-how

ด้านโครงสร้างไม้เลย ในที่สุดก็เลยกลายเป็น Glass House ที่ทำจากเหล็กทั้ง 2 อัน นี่คือที่มา

ส่วนชื่อตอนนั้นเรายังไม่ได้คิดจะใช้ชื่อเขียวไข่กาด้วยซ้ำไป แต่เนื่องด้วยบริษัทฯ ของผม ทำงานแลนด์สเคป

ชื่อ กรีน โฟร์ เรสท์ (Green 4 Rest) เราก็อยากให้มีอะไรที่ล้อไปกับชื่อบริษัท และมันมีคำว่า “กรีน” ซึ่งก็คือ “สีเขียว”

ประกอบกับเชฟทำอาหารที่เป็นไทยย้อนยุค เพราะฉะนั้นควรเป็นเขียวที่เป็น Thai Tone เราก็มาดูมีสีเขียวอะไรบ้างที่เป็นไทยโบราณ

ในที่สุดก็ตกผลึกมาเป็น 2 ชื่อ คือเขียวศิลาดล กับเขียวไข่กา ตอนนั้นหุ้นส่วนก็มาโหวตกัน”

“ตอนแรกทุกคนก็โหวต “เขียวศิลาดล” หมดเนื่องจากมันเพราะดี แต่ปรากฏว่าชื่อนี้เป็นชื่อ ของห้องอาหารในโรงแรมดังโรงแรมแห่งหนึ่ง

เขาใช้ไปแล้ว ทางเราก็เลยเลือกใช้ชื่อ “เขียวไข่กา” เพื่อไม่ให้ซ้ำ พอมารู้ทีหลัง เราก็พบว่าชื่อนี้เหมาะที่สุดแล้ว

เพราะสีเขียวไข่กาเป็นสีประจำของชนชั้นสูงในสมัยโบราณ และเป็นกลุ่มคน ที่เขาทานอาหารไทยโบราณประเภทนี้

ซึ่งตรงตามคอนเซ็ปต์ที่เชฟอยากได้พอดี ในเมื่อเราได้ชื่อนี้ เราก็เอาชื่อนี้มาเป็นธีมในการตกแต่ง เพราะฉะนั้น สีผนังในร้านอาหารเราก็ใช้สีกัดกรด

เพื่อให้มันออกเป็นสีเขียว แล้วก็ใส่เรื่องราวลงไปในลายเพ้นท์ เพื่อให้มันดูเป็นไทยๆ เพราะตัวโครงสร้างมันเป็นฝรั่งมาก เราก็เอาผนังนี้มาเบรก

และก็มีแค่ผนังนี้ผนังเดียวเลยที่มีความเป็นไทย และเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับร้านอาหาร ส่วนเฟอร์นิเจอร์ และการตกแต่งอื่นๆ ไม่มีเลย”

 

 

ส่วนอีกฝั่งที่เป็นร้านกาแฟ คือ ร้าน Artisan Cafe ก็น่านั่งไม่แพ้ ที่สาขาแม่ที่เชียงใหม่ โดยสถาปนิกมีการออกแบบให้เป็นอาคารสูง 2 ชั้น

มีชั้นลอย ทำให้ได้วิวสีเขียวเต็มๆ แถมยังมีปลั๊กไฟ มี Wi-Fi ให้นั่งทำงานได้ชิลๆ ที่สำคัญร้านกาแฟ เขาเปิดเอาใจคนทำงานจริงๆ

เพราะเปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้ายันเที่ยงคืนกันเลย

“ผมอยากให้ลองมาที่นี่ เพราะเมนูที่ร้านเขียวไข่กา คือเมนูอาหารไทยโบราณแท้ๆ คือน้อยคนที่เข้ามาแล้วจะรู้จักทุกเมนู

เพราะบางเมนูมันเก่ามากเรียกว่าหาทานไม่ได้หาทานยากมาก บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเมนูนี้อยู่ ถ้าถามว่าร้านเรามาเมนูอะไรเด็ด

ผมคิดว่าเด็ดทุกเมนู โดยเฉพาะเมนูที่เราอยากให้ลูกค้าได้มาลองชิมเป็นครั้งแรกในชีวิต เมนูที่คุณอ่านแล้วคุณไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอาหารไทยชื่อนี้

แล้วมาลองดูว่ามันคืออะไร อย่างเช่น แกงรัญจวน ปลาแห้งแตงโม หรือหมูทอดมะแขว่น อะไรแบบนี้

ส่วนร้านกาแฟ เราอยากให้มาลองกาแฟ Artisan ซึ่งเป็นสูตรของทางร้าน เป็นกาแฟเย็นสไตล์หวานมัน ที่ถูกปากคนไทย

และที่นี่มานั่งทำงานได้เลยเรามีปลั๊กไฟมี Wi-Fi ให้พร้อม ร้านกาแฟเราเปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน ส่วนร้านอาหารเราเปิด 11 โมง ถึงเที่ยงคืน

เหมาะสำหรับทานแบบครอบครัว และอนาคตอันใกล้เราจะมีดนตรีเล่นเบาๆ ให้เพลิดเพลินในช่วงดึกด้วย แต่ตอนนี้อยู่ในช่วงขออนุญาตอยู่”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และแผนที่เส้นทางไปร้าน คุณตุลย์บอกว่าเข้าไปดูได้ใน www.facebook.com/kiewkaika/

ที่นี่ยินดีต้อนรับ มาลองอาหารไทยโบราณ มานั่งทำงานท่ามกลางธรรมชาติสีเขียวกันดู รับรองว่าจะเป็นอีกประสบการณ์ ครั้งใหม่ในชีวิตอย่างแน่นอน