Shma และ Shma Soen สร้างสรรค์…เพื่อแผ่นดิน | Assetwise

Shma และ Shma Soen สร้างสรรค์…เพื่อแผ่นดิน

blog
Shma และ Shma Soen สร้างสรรค์…เพื่อแผ่นดิน

 

“คนส่วนใหญ่มักมองวิชาชีพภูมิสถาปนิก ว่าเป็นวิชาชีพที่ทำการออกแบบให้สวยงามเท่านั้น ทั้งๆ ที่เราสามารถทำได้มากกว่านั้น ทั้งในงาน Commecial และงานสาธารณะ”

 

 

“ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเชื่อเช่นนั้น เพราะคนเรามักจะมองในแง่มุมความสวยงามของงานออกแบบมากกว่าจะมองไปที่แก่นแท้
ของแนวความคิดที่มาและวัตถุประสงค์ในการออกแบบ ไปจนถึงผลที่ได้รับจากการออกแบบว่า ลึกๆ แล้ว
มันมีอะไรที่ซ่อนอยู่ในความงามนั้นมากมาย โดยเฉพาะวิชาชีพภูมิสถาปนิก ที่มิใช่ทำหน้าที่เพียงออกแบบ
พื้นที่ว่างภายนอกอาคาร หรือการจัดสวน ปลูกต้นไม้ ให้เกิดพื้นที่สีเขียวตามสัดส่วนของมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเท่านั้น”
“เพราะหากทุกคนจำกัดความคิดไว้เพียงเท่านี้ งานแลนด์สเคปก็จะไม่หนีออกจากกรอบเดิมๆ ได้ และไม่เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ กับพื้นที่ว่างเหล่านั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ที่ยั่งยืนต่อเมืองและโลกของเรา”
“งานออกแบบแลนด์สเคปจึงควรเริ่มต้นไปพร้อมกับการออกแบบสถาปัตยกรรมหลัก เพื่อให้เกิดทางเลือกที่ดีสำหรับพื้นที่เหล่านั้นแบบองค์รวม และจะได้คำตอบใหม่ๆ ที่ดีที่สุดเกิดขึ้นเสมอ”
“ในส่วนการทำงานของ “ฉมา” เราทำตั้งแต่พื้นที่ภายในโครงการที่พักอาศัย อย่างเช่น คอนโดมิเนียม โรงแรม รีสอร์ท ไปจนถึงพื้นที่สาธารณะที่เกี่ยวข้องกับเมืองและชุมชน เราไม่ได้ทำงานเพียงด้านของภาคธุรกิจ ในด้านภาคประชาสังคม เราก็พร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะพลเมือง กับความรู้ในวิชาชีพของเรา
ที่สามารถเข้าไปช่วยตามความถนัดของเรา และหวังว่างานที่เราทำออกไปสู่สาธารณะจะสื่อสารบางสิ่งบางอย่างที่เราอยากบอกไปถึงคนในสังคม และรับรู้ถึงความใส่ใจกับการใช้ประโยชน์ของพื้นที่สาธารณะว่ามีทางเลือกอะไรบ้างที่สามารถทำได้และดีต่อสังคมโดยรวม เพราะอยากให้ทุกคนเข้าใจว่างานแลนด์สเคปส่งผลดีต่อเมืองและโลกของเรา”

 

 

หาคำตอบให้ได้มากกว่าการคิดเรื่องปลูกต้นไม้

“มีโปรเจคหนึ่งที่สิงคโปร์ เราไปร่วมประกวดแบบและนำเสนอแนวคิดในการออกแบบพื้นที่ว่างด้านหน้าอาคาร ซึ่งเป็นอาคารสำนักงาน แต่เขาให้ความสำคัญกับงานแลนด์สเคป เพราะที่สิงคโปร์เขามองเรื่องแลนด์สเคปเป็นเรื่องของเมืองโดยรวม ทุกโปรเจคที่เกิดขึ้นจะต้องคำนึงถึงภาพโดยรวมของเมืองที่จะเกิดขึ้นด้วย
นี่คือมุมมองและแนวคิดที่แตกต่างจากบ้านเรา”

 

 

“จากที่เรา 3 คน ได้เริ่มต้นทำงานด้วยกันที่สิงคโปร์ เพราะปีการศึกษาที่เราจบเป็นปีที่เศรษฐกิจฟองสบู่แตกพอดี สถาปนิกจบใหม่ไม่มีงานทำในประเทศ ก็ต้องออกไปทำงานนอกประเทศ แต่การได้มาทำงานแลนด์สเคปที่สิงคโปร์ทำให้โลกของแลนด์สเคปเรากว้างขึ้น เพราะในเมืองไทยงานแลนด์สเคปมักจะจำกัดอยู่ในโครงการของเอกชนที่จะมองเฉพาะโครงการตนเอง ที่นอกจากจะตอบสนองความต้องการของโครงการแล้วยังต้องส่งผลดีต่อ สิ่งแวดล้อมเมืองด้วย ไม่ค่อยมีบทบาทกับเมืองเหมือนสิงคโปร์ที่จะมองเรื่องแลนด์สเคป ซึ่งทำให้เรานำแนวคิดนี้มาใช้ในการทำงาน เราจะตั้งคำถามกับทีมและลูกค้าเสมอว่ามีมุมมองอย่างไรต่อโลก ต่อสังคม เพราะสิ่งที่เราคิดนั้นมันจะส่งผลต่อสภาพแวดล้อม และโลกของเราอย่างไรในระยะยาว รวมถึงการใช้ชีวิตของผู้คนด้วย”
“โปรเจคที่สิงคโปร์ ซึ่งเราได้ร่วมออกแบบ คือ โครงการ Mapletree Business City II ตัวโครงการก็เป็นงาน  Commercial คือเป็นอาคารสำนักงาน และมีพื้นที่ว่างหน้าอาคาร เราจะจัดการอย่างไรกับพื้นที่ว่างด้านหน้าอาคารนั้น ซึ่งเป็นที่กว้างมาก เราออกแบบให้พื้นที่หน้าอาคารเป็นป่าแบบเขตร้อนชื้น ตามสภาพภูมิอากาศ สร้างสภาพแวดล้อมให้มีความเป็นธรรมชาติมีพื้นที่กักเก็บน้ำจากฝนที่ตกลงมาเพื่อใช้ภายในโครงการได้ และป้องกัน เรื่องน้ำท่วม ซึ่งที่สิงคโปร์ก็มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมเช่นกัน”
“ภายในโครงการให้ความสำคัญกับแลนด์สเคปมาก โดยใช้พื้นที่ถึง 70% สำหรับพื้นที่สีเขียว ซึ่งปกติบ้านเราก็จะยึดตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมแค่ 30% เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันแนวคิดรักษ์โลกและเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติกำลังเป็นที่สนใจ ทำให้หลายคนให้ความสำคัญแลนด์สเคปมากขึ้น”

 

 

โครงการ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
“สะพานคลื่นนก” สวนจตุจักร, สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) และสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เป็น 3 สวนที่เป็นที่รู้จักดีและรองรับการใช้งานที่แตกต่างกัน สวนจตุจักรมีสนามหญ้าเรียบโล่งขนาดใหญ่เป็นที่นิยมมีผู้มาใช้งานมากตลอดสัปดาห์เนื่องจากอยู่ติดกับระบบขนส่งสาธารณะทั้งรถไฟฟ้า รถใต้ดิน และถนนพหลโยธิน สวนวชิรเบญจทัศ
มีเส้นทางจักรยานที่เป็นที่นิยมอย่างมากระหว่างวันหยุด ส่วนสวน
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ซึ่งเป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้พื้นถิ่นของไทย
และมีความร่มรื่นที่สุดในจำนวนสวนทั้ง 3 แห่ง มีจำนวนผู้ใช้งานน้อยกว่า เนื่องจากการเข้าถึงสถานที่ต้องใช้พาหนะส่วนตัวเป็นหลัก
หากพื้นที่ทั้ง 3 สวนนี้รวมกันจะได้ 727 ไร่ ซึ่งนอกจากจะเป็นสวนสาธารณะเพื่อการพักผ่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานครแล้ว พื้นที่ที่มีความเป็นธรรมชาติขนาดใหญ่นี้จะช่วยเพิ่มความหลากหลายทางนิเวศให้กับเมืองได้เป็นอย่างดี แต่ในปัจจุบันสวนจตุจักรถูกกั้น
ออกไปด้วยถนนกำแพงเพชร 3 ส่วนสวนวชิรเบญจทัศถูกแยกออกจาก
สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ด้วยคูระบายน้ำ มีเพียงสะพานเหล็ก
ขนาดเล็กเชื่อมต่อกันเพียง 1 จุดเท่านั้น
คณะกรรมการมูลนิธิสวนสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ มีดำริ
ที่จะสร้างจุดเชื่อมต่อเพิ่มเติม เพื่อให้เอื้อต่อการใช้งานที่หลากหลาย
มากขึ้นตรงตำแหน่งที่เป็นแกนออกไปจากลานบัวซึ่งเป็นศูนย์กลางของ
สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ข้ามคูน้ำ 2 ช่วง เข้าสู่สวนวชิรเบญจทัศบริเวณทางทิศเหนือของทางเชื่อมนี้คือ “สวนนก” ซึ่งเป็นพื้นที่ริมคูระบายน้ำ
คร่อมอยู่ทั้ง 2 สวน เป็นจุดดูนกที่เป็นที่รู้จักดีอีกแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีความร่มครึ้มเนื่องจากพืชพรรณถูกปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติ
เศษใบไม้ถูกกองสุมไว้เพื่อให้เกิดแมลงซึ่งจะดึงดูดนกอีกต่อหนึ่ง
เนื่องจากระดับของสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์มีความสูงมากกว่าสวนวชิรเบญจทัศประมาณ 2 เมตร ภูมิสถาปนิกจึงเสนอให้สะพานเชื่อม
มีระดับเป็นคลื่นขึ้นลงเพื่อถ่ายระดับที่ต่างกัน และเพื่อสร้างประสบการณ์ระหว่างการเดินผ่าน ผังสะพานเป็นเส้นโค้งเช่นเดียวกัน เพื่อหลบต้นไม้เดิม
ที่ขึ้นอยู่บนเกาะกลางระหว่างคูน้ำ พื้นสะพานตรงเกาะกลางขยายความกว้างออกไปหาสวนนก ราวกันตกไม้ที่ล้อมพื้นที่บริเวณนี้เพิ่มความสูงขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ “บังไพร” ให้สะพานกลายเป็นจุดดูนกอีกแห่งหนึ่ง ขอนไม้สำหรับนั่ง เคาน์เตอร์ไม้และช่องเปิดแนวนอนเพิ่มความสะดวกสำหรับการดูนกเป็นเวลานาน
ภูมิทัศน์โดยรอบที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างสะพาน ถูกปรับตาม
คำแนะนำของสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย เพื่อให้
เหมาะต่อการเป็นที่อยู่อาศัยและหาอาหารของนกและสัตว์ขนาดเล็ก
ตลิ่งถูกปรับลาดให้นกน้ำเดินหากินขึ้นลงตามตลิ่งและน้ำตื้นได้ พืชพรรณที่ดึงดูดนกและแมลงได้ดีถูกปลูกเพิ่มเติม และต้นไม้แห้งถูกวางพาดลงไปในคูน้ำเพื่อเป็นที่เกาะให้นกและสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ
รูปทรงและตำแหน่งที่ตั้งกลายเป็นที่มาของชื่อ “สะพานคลื่นนก”
งบประมาณก่อสร้างสะพานได้รับการอนุมัติจากสำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร การปลูกต้นไม้ดำเนินการโดยสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

 

 

โครงการ เก๊าไม้ เอสเตท 1955 จังหวัดเชียงใหม่
เก๊าไม้ เอสเตท หรือ เก๊าไม้ ล้านนา ตามที่หลายคนรู้จักกันนั้น
อยู่คู่กับชีวิตชาวเชียงใหม่มายาวนาน ผ่านการปรับปรุงจากธุรกิจ
บ่มใบยาสูบดั้งเดิม โรงบ่มใบยาสูบโรงแรกในพื้นที่ฟาร์มทุ่งเสี้ยวนั้น
ก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2498 (หรือก่อนหน้านั้น) หลังจากนั้นได้มีการสร้างอาคารโรงบ่ม โรงซื้อ และอาคารอื่นๆ เพื่อประกอบธุรกิจโรงบ่มมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปรับเป็นเป็นโรงแรมต้อนรับนักท่องเที่ยวในปี พ.ศ.2538 ในชื่อ เก๊าไม้ ล้านนา จนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุด โครงการ เก๊าไม้
เอสเตท 1955 โดยมีจุดประสงค์เพื่อรำลึกถึงอดีตของอุตสาหกรรมยาสูบสมัยยุครุ่งเรือง ในครั้งนี้ได้มีการปรับปรุงอาคารโรงบ่มแฝด
หลังเดียวในพื้นที่ให้เป็นร้านกาแฟเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวในชื่อ
“คาเฟ่โรงบ่ม” ด้วย
ความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์กว่า 60 ปี
นำมาซึ่งความหลากหลายของสถาปัตยกรรมและคุณค่าของแต่ละอาคาร
ผังและลำดับการเข้าถึงจึงถูกออกแบบเพื่อสร้างการรับรู้ประวัติศาสตร์นี้
เริ่มตั้งแต่พื้นที่โรงบ่มยุคแรกที่อยู่ในภูมิทัศน์เดิมของ Chronicle Lane เดินทางผ่านต้นไม้ใหญ่ที่ร่มครึ้ม และสภาพตามกาลเวลาของโรงบ่มมาสู่ เก๊าไม้ เอสเตท ด้วยทางเดินเรียบๆ ขนาบด้วยแนวของโรงบ่มในยุคที่ 2
มาสู่ destination แรก ที่คาเฟ่โรงบ่ม ก่อนจะเข้าสู่พื้นที่ส่วนกลางที่ล้อมรอบด้วยโรงบ่ม โรงซื้อ กลุ่มอาคารโรงแรมที่มีไม้เลื้อยสีเขียวคลุมอันเป็นภาพ Icon ของเก๊าไม้ ล้านนา
Sunken viewpoint : harmonizing the differences พื้นที่ส่วนกลางซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาครั้งล่าสุด ทำหน้าที่รองรับกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เชื่อมโยงความแตกต่างของสถาปัตยกรรมแต่ละยุคเข้าด้วยกัน ลานดิน Earth Amphitheatre จึงถูกสร้างขึ้นด้วยรูปทรงครึ่งวงกลมโอบล้อมพื้นที่กิจกรรมตรงกลางอย่างเรียบง่าย ถ่อมตัว กดระดับลงในดินกว่า 90 เซนติเมตร มีมุมมองออกได้รอบตัว เพื่อทำหน้าที่เป็นฐานให้อาคารต่างๆ ที่อยู่โดยรอบแสดงเอกลักษณ์ออกมาได้อย่างชัดเจน

++++++++++++++

โครงการลานกีฬาพัฒน์ 2
ใต้ทางด่วนอุรุพงษ์ ถนนพระราม 6 กรุงเทพมหานคร
ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกของเมือง
“บางครั้งสังคมก็มีความคาดหวังกับบทบาทในวิชาชีพของ
ภูมิสถาปนิกกับภาคประชาสังคม มันเป็นหน้าที่ที่เราต้องนำความรู้ใน
วิชาชีพที่ได้ร่ำเรียนมาและประสบการณ์ไปช่วยขับเคลื่อนแนวคิด
ในการออกแบบพื้นที่สาธารณะให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งงาน
ในรูปแบบนี้ทำให้รูปแบบการทำงานของเราเปลี่ยนไป จากเป็นผู้นำเสนอแนวคิด กลายเป็นผู้รับฟังถึงความต้องการของคนในชุมชน และนำไปคิดวิเคราะห์เพื่อให้พื้นที่สาธารณะนั้นเกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการทำงานในลักษณะสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน
เพื่อให้คนในชุมชนได้ร่วมคิดร่วมพัฒนาพื้นที่สาธารณะของชุมชน”
“และเมื่อชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นก็จะเกิดความรู้สึกรักในสิ่งที่
ตัวเองร่วมสร้าง ร่วมพัฒนาขึ้นมาก็จะช่วยกันดูแลรักษา บริหารจัดการโครงการต่อไปในระยะยาว เราไม่ได้ออกแบบเพียงกายภาพ แต่เราอาศัยกายภาพเป็นเครื่องมือ หรือกลไกในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนด้วย”
“โครงการลานกีฬาพัฒน์ 2 เป็นโปรเจคที่เราทำงานร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์ เป็นการนำพื้นที่ใต้ทางด่วนอุรุพงษ์ ถนนพระราม 6 ข้างซอยพญานาค ซึ่งแต่เดิมเป็นพื้นที่รกร้าง มาพัฒนาด้วยแนวคิด
“ลานบ้าน ลานดิน” มีกิจกรรมอเนกประสงค์หลายชนิดให้กับ
ชุมชน ทั้งลานกีฬา, สานศิลปวัฒนธรรม, พื้นที่ปลูกผัก และ
สวนสาธารณะชุมชน เจ้าของโครงการคือ สํานักราชเลขาธิการ โดยได้รับงบสนับสนุนโครงการจากทาง สสส. หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ”
“โดยโครงการลานกีฬาพัฒน์ 2 นี้ เราต้องการออกแบบให้พื้นที่สาธารณะแห่งนี้สื่อสารบางสิ่งบางอย่างที่เราอยากบอกผ่านไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องได้เห็นทางเลือกใหม่ๆ ในการออกแบบพื้นที่สาธารณะโดยใช้ประโยชน์จากพื้นที่รกร้าง ผ่านกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน เราคาดหวังให้งานที่เราออกแบบนั้นสื่อสารออกไปสู่สังคมไม่ใช่แค่กายภาพ แต่รวมถึงแนวคิด
และวิธีการ เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดในแต่ละพื้นที่
สาธารณะอื่นๆ ต่อไป เพราะนอกจากลานกีฬาพัฒน์ 2 ใต้ทางด่วนอุรุพงษ์นี้ เราก็ยังมีพื้นที่ใต้ทางด่วนอีก
หลายแห่งทั่วกรุงเทพมหานคร ก็สามารถนำแนวคิดนี้
ไปต่อยอดได้ ซึ่งมันจะดีสำหรับเมืองและชุมชน
โดยรวม”
“การทำงานในสายวิชาชีพภูมิสถาปนิก ต้องเริ่มจากตัวเองก่อน คือต้องเป็นคนที่มีทัศนคติเชิงบวกมากๆ เพราะการทำงานจะต้องทำงานร่วมกับคนมากมาย และต้องผลักดันความคิดเพื่อให้เกิดทางเลือกที่ดีที่สุดเพราะ
งานสายวิชาชีพสถาปนิกทุกสาขา รวมถึงงานแลนด์สเคปแบบที่เราทำ สุดท้ายมันส่งผลถึงเมืองทั้งสิ้น จึงควร
เริ่มต้นคิดไปด้วยกัน จะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ
ที่ส่งผลดีต่อเมือง ต่อโลกของเรา”
“แต่การทำงานในสายวิชาชีพภูมิสถาปนิก เป็นงานที่ต้องเผชิญกับงานที่หนัก และความยากลำบากในการ
สร้างงานแต่ละโปรเจคให้สำเร็จนั้นค่อนข้างใช้เวลานาน
ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ท้อ”
“คนในสายวิชาชีพนี้จึงต้องอาศัย Passion
ในตัวเองอย่างมากกับการทำงานที่ไม่ว่าจะเจออุปสรรคหรือปัญหา เราก็ยังมุ่งมั่นกับการมองหาโอกาสในอุปสรรคนั้น และเราสามารถมีความสุขในความเหนื่อยยากของการทำงานนั้นได้ เพราะเราตระหนักว่ารูปธรรมอันเกิดจากการสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยภูมิสถาปัตยกรรมนั้นมันส่งผลที่ยิ่งใหญ่เพียงใดต่อสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้”

“ความภาคภูมิใจในวิชาชีพนี้ คือการที่เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้สังคมและสิ่งแวดล้อมได้ ไม่เพียงแค่กายภาพแต่คือปรับปรุงคุณภาพการใช้ชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้นด้วย”